เทพเจ้ารา ราชาแห่งเทพและเทวีทั้งมวล

Last updated: 2020-12-14  |  219 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เทพเจ้ารา ราชาแห่งเทพและเทวีทั้งมวล

เทพเจ้ารา” คือ สุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเฮลิโอโปลิส นครสุริยะ คำว่า “รา” อาจหมายถึง ผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และเป็นคำแรกที่นำมาใช้กับคำว่า SUN ซึ่งหมายถึง ดวงอาทิตย์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นพระนามของเทพเจ้า

เทพเจ้ารามีสัญลักษณ์และมีพระนามเป็นจำนวนมาก นักปราชญ์ไอยคุปต์บางคนกล่าวว่า ที่สำคัญที่สุด คือ รา-ฮารัคเต ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีพระเศียรเป็นหัวเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎที่เป็นแผ่นวงกลมรูปดวงอาทิตย์ และงูเห่ากำลังแผ่แม่เบี้ย

“ฮารัคเต” หมายถึง เทพฮอรัสแห่งขอบฟ้ากว้างไกล ซึ่งก็คือแหล่งกำเนิดของดวงอาทิตย์นั่นเอง หากพิจารณาถึงบทบาทสำคัญของเทพเจ้ารา-ฮารัคเตก็ถือว่าเป็นสุริยเทพแห่ง เฮลิโอโปลิส ที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชาตลอดมา

กำเนิดเทพเจ้ารา

ชาวไอยคุปต์บางแห่งเล่าว่า “เทพอะตุม” คือเทพเจ้าผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมา แต่ที่เล่ากันทั่วไปก็คือ เทพเจ้านันเป็นผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมาตามแรงปรารถนาของเทพเจ้าราเอง

เทพเจ้าราทรงคิดว่า พระองค์ทรงเกิดขึ้นจากแผ่นน้ำในยุคแรก แล้วห่อหุ้มด้วยกลับดอกบัวบาน บางตำนานก็กล่าวว่าพระองค์เกิดในรูปร่างพญาหงส์ หรือที่เรียกว่า นกเบนนูแห่งสวรรค์ แล้วไปเกาะอยู่บนยอดเสาหินเหลี่ยมพีระมิดที่เรียกว่า หินเบนเบน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรังสีดวงอาทิตย์ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดภายในวิหารของเทพเจ้าราที่เฮลิโอโปลิ สก็คือ แท่งหินเบนเบน ซึ่งตรงยอดจะมีแสงระยิบระยับเป็นประกายในช่วงเช้าที่มีพระอาทิตย์ทอแสง

ราชาแห่งเทพและเทวีทั้งมวล

เทพเจ้ารา ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาและราชาแห่งเทพยดา นอกจากนั้นยังได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาของมนุษย์และสัตว์รวมทั้งสิ่งมี ชีวิตทั้งมวลอีกด้วย เล่ากันว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากพระเสโท(เหงื่อ) และน้ำพระเนตรของพระองค์

ตามตำนานเล่าว่าในยุคแรกๆ เทพเจ้าราทรงปกครองโลก ซึ่งอยู่เหนือจักรวาลที่พระองค์เนรมิตขึ้นมา ในยุคนั้นเรียกว่า ยุคทองของชาวไอยคุปต์ เนื่องจากเป็นยุคที่บรรดาเทพเจ้าและมนุษย์ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข

ต่อมาเทพเจ้าราทรงจำแลงแปลงพระวรกายเป็นร่างมนุษย์ และได้กลายเป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์จนรุ่งเรืองมาหลาย ปี แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ไม่อาจปกครองอาณาจักรได้นาน เนื่องจากทรงชรามากขึ้นและพระวรกายอ่อนแอ จนกระทั่งประชาชนบางส่วนแข็งข้อคัดค้าน จนต้องเชิญเทพยดามาร่วมชุมนุมกัน และพระองค์ได้ตรัสถามความเห็นว่า พระองค์ควรใช้พระเนตร (ตาไฟ) เผาผลาญทำลายชีวิตกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้วอดวายไปหรือไม่ แต่ได้รับข้อเสนอว่า การกระทำดังกล่าว จำทำให้คนดีที่ไม่มีความผิดพลอยถูกทำลายไปด้วย อีกทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์คงจะถูกเผาผลาญเป็นทะเลทราย ควรใช้หนทางอื่นปราบปรามเฉพาะกลุ่มคนชั่วร้ายเท่านั้นจะเหมาะสมกว่า

ด้วยเหตุดังกล่าว เทพเจ้าราจึงได้วางแผนใหม่ โดยได้เนรมิตเทวีฮาเทอร์เป็นร่างสิงโตตัวเมียสูงใหญ่และดุร้าย ออกไปล่าเหยื่อกลุ่มมนุษย์ชั่วร้าย ได้ฉีกเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดเป็นอาหาร

แต่ภายหลังเทพเจ้ารารู้สึกเศร้าพระทัยที่มนุษย์ล้มตายเป็น จำนวนมาก เนื่องจากสิงโตเมามันกับการกินเนื้อและดื่มเลือดมนุษย์ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดโดยง่าย จึงได้วางแผนยุติความบ้าคลั่งของสิงโตและอภัยโทษให้ประชาชนเหล่านั้นกลับไป ใช้ชีวิตในเมืองอย่างสันติเช่นเดิม

ในที่สุดเทพเจ้าราทรงตระหนักถึงปัญหาต่างๆในการปกครองโลกมนุษย์จึงคิดที่ จะละการปกครอง ดังนั้นพระองค์จึงทรงวัวตัวเมีย(หรือเทวีนัท) เหาะขึ้นไปสู่สวรรค์ ส่วนเทพเจ้าและเทวีได้ตามเสด็จ โดยเกาะติดกับท้องวัวไปด้วยและได้กลายเป็นดวงดาวต่างๆในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้สวรรค์กับโลกและเทพเจ้ากับมนุษย์ แยกจากกันโดยปริยาย กลายเป็นโลกใหม่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่วนเทพเจ้าราทรงสละตำแหน่งผู้ปกครองโลกให้แก่เทพเจ้าท็อต (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์) ซึ่งได้นำแสงสว่างกลับมาสู่มวลมนุษย์ นี่คือเรื่องราวที่ชาวไอยคุปต์เล่าถึงในชีวิตประจำวัน ช่วงที่อาทิตย์มิดมิด หรือหายไปในตอนกลางคืน และมีดวงจันทร์กลับมาให้ความสว่างแทน

Powered by MakeWebEasy.com