แอตแลนติสและศัมภาลา ตอนที่ 3

Last updated: Jul 29, 2020  |  31 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog

แอตแลนติสและศัมภาลา ตอนที่ 3

แอตแลนติสและวิทยาศาสตร์
                การคะเนถึงทวีปในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นที่อยู่ของอารยธรรมขั้นสูง ก็อยู่ในขอบเขตของวิทยาศาสตร์เช่นกัน ราชบันฑิต วี.เอ. โอบรุตเชฟ แห่งรัสเซีย มีความเห็นว่า ตำนานเรื่องแอตแลนติสนั้นมิใช่ “เรื่องเป็นไปไม่ได้ หรือยอมรับไม่ได้ จากทรรศนะทางธรณีวิทยา” ความจริงแล้วเขากล้าพอที่จะกล่าวในเวลาต่อมาว่า ข้อพิสูจน์เรื่องส่วนทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก “อาจจะเผยให้เห็นซากปรักหักพังของอาคาร และซากอื่น ๆ ของวัฒนธรรมโบราณได้”

                ศาสตราจารย์ เอ็น.เลดเนฟ นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวมอสโก หลังจากทำงานวิจัยมายี่สิบปี ก็ได้ข้อสรุปว่า แอตแลนติสในตำนานนั้นมิใช่เรื่องเล่าปรัมปรา เลดเนฟกล่าวว่า เอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยโบราณและอนุสรณ์ทางวัฒนธรรมได้แสดงถึงแอตแลนติ สว่าเป็น “เกาะขนาดมหึมา กว้างนับร้อย ๆ กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกของช่องแคบยิบรอลตาร์” นัก วิทยาศาสตร์รัสเซียอีกท่านหนึ่งคือ เอคาเทรินา ฮาเกไมสเตอร์ ได้เขียนไว้เมื่อปี 1955 ว่า เมื่อน้ำในกระแสน้ำอ่นไหลไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก เมื่อระหว่าง 10,000 ถึง 12,000 ปีก่อน แอตแลนติสจะต้องเป็นแนวกั้นที่เบี่ยงเบนกระแสน้ำไปทางใต้ “แอตแลนติสเป็นสาเหตุของการเกิดยุคน้ำแข็ง แอตแลนติสเป็นสาเหตุของจุดจบนั้น”

                กรีนแลนด์มีน้ำแข็งส่วนบนสูง 5,000 ฟุต และไม่เคยละลายลงเลย นอร์เวย์อยู่ในละติจูดเดียวกัน กลับมีพืชพันธุ์สมบูรณ์ในหน้าร้อน ทั้งนี้กระแสน้ำอุ่นนั่นเองที่ทำให้ความอบอุ่นแก่ภูมิภาคสแกนดิเนเวีย และส่วนอื่น ๆ ทั่วยุโรป กระแสน้ำอุ่นนี้เรียกให้เหมาะก็คือ แหล่งความร้อนกลางของยุโรป เมื่อเรืออัลบาทรอสส์ของสวีเดนวัดท้องมหาสมุทรแอตแลนติก ณ เส้นอิควอเตอร์ ก็ค้นพบร่องรอยพืชน้ำจืด ที่ระดับความลึกกว่า 2 ไมล์ ศาสตราจารย์ฮานส์ แพตเตอร์สสัน ผู้สำรวจครั้งนี้ คิดว่าในจุดนี้นั้นมีเกาะหนึ่งจมลง

                ฟอรามินิเฟรา เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กจิ๋ว มีเปลือกหรือกระดอง มีอยู่ด้วยกันสองชนิด กล่าวคือ โกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี และโกลบอโรทาเลีย ทรันคาทูลินอยเดส ชนิดที่สองเป็นลายก้นหอนวนขวา และสามารถอาศัยอยู่ในน้ำเย็นได้ด้วย สัตว์ทะเลทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้เป็นตัวบ่งบอกสภาพอากาศว่าร้อนหรือเย็นได้ ชนิดชอบน้ำอุ่นจะไม่ปรากฏที่ใดเหนือแนงตรงจากหมู่เกาะอะโซเรสถึงหมู่เกาะ คานารี ส่วนฟอรามินิเฟราน้ำเย็นนั้น มีอยู่ในส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ในเขตแอตแลนติกตอนกลาง สำหรับบริเวณแอฟริกาตะวันตกถึงอเมริกากลาง พวกที่อาศัยอยู่ก็คือพวกชอบน้ำอุ่น หรือโกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี แต่ในมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณเส้นอิควอเตอร์ กลับพบชนิดน้ำเย็นอีก ดูราวกับฟอรามินิเฟราชนิดน้ำอุ่นแหวกเขตกั้นมาทางตะวันออก แล้วเขตกั้นนั้นคือแอตแลนติสใช่หรือไม่?

                นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทำงานในหอสังเกตการณ์ทาง ธรณีวิทยาลามองท์ในสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบครั้งสำคัญเกี่ยวกับหลักการกระจายตัวของฟอรามินิเฟรา นั่นคือผิวน้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นในทันที ได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน ที่มากกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของฟอรามินิเฟราชนิดน้ำเย็นกลายเป็นพวกน้ำอุ่น ปรากฏต่อเนื่องมาไม่เกินร้อยปี ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะสรุปว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอย่างรุนแรง ในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล

                การสำรวจใต้น้ำ จากสมาคมธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ.1949 เกี่ยวกับจานหินปูนนับตัน ถูกยกจากท้องมหาสมุทรแอตแลนติกทางใต้ของหมู่เกาะอะโซเรส จานเหล่านี้มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 6 นิ้ว หนาประมาณ 1.5 นิ้ว ที่ตรงกลางมีรูเจาะไว้อย่างน่าแปลก ที่ขอบนอกนั้นเรียบ แต่รูดังกล่าวเจาะไว้อย่างหยาบ ๆ บิสกิตทะเลเหล่านี้ดูเหมือนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไม่อาจเปรียบกับสิ่งใดได้เลย จากหอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาลามองท์ (มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) “สภาพของการโค้งงอได้ขอ หินปูนนี้ บ่งชี้ว่าอาจจะเกิดขึ้นในสภาพใต้ดิน และภูเขาใต้น้ำนั้นอาจเคยเป็นเกาะในอดีต เมื่อหนึ่งหมื่นสองพันปีก่อน”

                ความพยายามที่จะบืนยันถึงวันเวลาที่เมื่อแอตแลนติ สจมลง เราไม่ควรจะมองข้ามอายุของหุบเขาในแองการา (จากปากน้ำไปยังน้ำตกปัจจุบันที่เก่าถึง 12,500 ปี นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า การยกตัวของเทือกเขาคอร์ดิลเลราขึ้นถึง 19,000 ฟุต เกิดขึ้นเมื่อ 10,0000 ปีก่อน

                การวัดอายุวัตถุต่าง ๆ ด้วยคาร์บอน ได้ให้ผลที่สำคัญยิ่งบางประการ กล่าวคือ ป่าสนซีดาร์กว้างใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งปรากฏอยู่บริเวณเบอร์มิวดาส์อันไพศาล และบัดนี้จมอยู่ใต้น้ำ เมื่อทดสอบด้วยคาร์บอน -14 พบว่าป่านั้นถูกทำลายลงเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน โคลนจากทะเลสาบคน็อกคาครันในไอร์แลนด์ เป็นร่องรอยของแผ่นน้ำแข็งสมัยสุดท้าย พบว่ามีอายุถึง 11,787 ปี ป่าสปรูสในทุกคริกส์ ที่วิสคอนซิน ก็พินาศไปด้วยธารน้ำแข็งที่เคลื่อนเข้ามาเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน ป่าเบิร์ชในเยอรมนีตอนเหนือถูกโค่นลงอย่างถอนรากถอนโคน เนื่องจากมวลน้ำแข็งเคลื่อนลงมาเมื่อประมาณ 10,800 ปีมาแล้ว การพิจารณากัมมันตภาพรังสีจากคาร์บอน เพื่อวัดอายุของวัฒนธรรมเจริโค แสดงอายุถึง 6,800 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพบกะโหลกปั้นปูนขาวอย่างวิจิตรที่เจริโคคล้ายกับชาวอียิปต์ มีอายุ 8,000 ปีมาแล้ว

                จากตัวเลขเหล่านี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า การเกิดธารน้ำแข็งย่อย ๆ มีขึ้นเมื่อ 11,000 – 12,000 ปีมาแล้ว หลังจากธารน้ำแข็งเคลื่อนลงมาจากขั้วโลกแล้วสภาพอากาศก็อบอุ่นขึ้น เมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยที่เรียกกันว่ายุคหินกลาง แผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนออก และเปิดทางสู่แผ่นดินใหญ่ให้แก่มนุษย์ สัตว์ และพืชพันธุ์ สรุปสั้น ๆ ก็คือ สภาพอากาศนั้นบ่งชี้ถึงคุณลักษณะในสมัยระหว่าง 10,000 ถึง 8,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อยุโรปและอเมริกาเหนือมีความอบอุ่นมากขึ้นพอสมควร ทฤษฎีแอตแลนติสซึ่งประกาศว่าทวีปที่จม จะกั้นขวางเส้นทางของกระแสน้ำอุ่นมิให้ไหลไปทางเหนือ ก็อธิบายการแปลงอากาศนี้ได้

                ส่วนต่าง ๆ ของเอเชียนั้นต่างไปจากยุโรป เพราะภูมิภาคในเอเชียใต้ประสบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างเลวร้ายกว่า นั้น เมื่อปี 1958 นักโบราณคดีชาวรัสเซีย ชื่อ วี.เอ. รานอฟ พบภาพเขียนบนแผ่นหินในพาเมียร์สที่ระดับความสูง 14,000 ฟุต นับเป็นจุดสูงสุดในโลกที่พบงานศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาพวาดนี้อยู่ในถ้ำชัคตา เขียนด้วยแร่สีแดง เป็นรูปหมี หมูป่า และนกกระจอกเทศ ในปัจจุบัน สัตว์เหล่านั้ไม่มีชนิดใดรอดชีวิตอยู่ในอุณหภูมิแบบขั้วโลกที่พาเมียร์สนั้น เลย

                ร่องรอยที่จนำไปสู่การสืบทราบอายุของภาพเขียนนี้ ค้นพบได้ที่มาร์กันซู อันเป็นถิ่นฐานที่ชาวอาณานิคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ละทิ้งเถ้าถ่านและงาน ฝีมือไว้ เถ้าถ่านที่ว่านั้นได้จากการเผากิ่งเบิร์ช และสนซีดาร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว จากการวัดอายุด้วยคาร์บอน -14 ทราบว่ามีอายุถึง 9,500 ปี อากาศที่หนาวจัดอย่างฉับพลัน อาจจะทำให้เปลือกโลกยกตัวอย่างเร็ว

                มีกะโหลกกวางเรนเดียร์ที่พบในอาณาเขตเลคเซวาน ในอาร์เมเนียของโซเวียต กวางเรนเดียร์เป็นสัตว์ในที่ราบ และการพบอยู่ในเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ นับเป็นเรื่องประหลาดลึกลับ เป็นเพราะมีภัยร้ายแรงทางธรณีวิทยาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนเปลี่ยนแปลงที่ราบให้กลายเป็นบริเวณเทือกเขาใช่หรือไม่? นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่ค่อยยอมรับความคิดนี้ แต่อายุของกะโหลกดังกล่าวประมาณว่า 12,000 ปี ซึ่งตรงกับเวลาในเรื่องเล่าเกี่ยวกับการจมของแอตแลนติส


โครงกระดูกช้างแมมมอธ

                เมื่อทดสอบคาร์บอน -14 กับซากช้างแมมมอธ ที่ค้นพบทางตอนเหนือของไซบีเรีย ผลที่ได้คือ 12,000 ปี การที่ช้างแมมมอธอายุนับหมื่นปีตายลงโดยฉับพลัน นับว่าสอดคล้องกับหลักฐานจากข้อเท็จจริง ที่พบช้างแมมมอธบางตัวมีหญ้าคาอยู่ในปาก และในกระเพาะ ขณะอยู่ในท่ายืน

                เป็นที่น่าสังเกตว่า ช้างแมมมอธนั้นไม่ใช้สัตว์ขั้วโลก อย่างไรก็ตาม หากไม่คำนึงถึงขนที่ยาวแล้ว เมื่อพิจารณาจากโครางสร้างและความหนาของผิวหนัง ทำให้ดูคล้ายคลึงกับช้างอินเดียในเขตร้อน ผิวหนังของสัตว์ที่เย็นแข็งเหล่านี้ คั่งด้วยก้อนเลือดสีแดง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความตายนั้นมาถึงในทันที จากน้ำหรือไม่ก็ก๊าซ

                งาช้างแมมมอธอายุหลายศตวรรษเคยเป็นสินค้าสำคัญ อย่างหนึ่ง ริชาร์ด ไลเดกเคอร์ ประมาณว่า งาช้างจำนวน 20,000 คู่ที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ถูกขายไปเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน ค.ศ. 1899 ค่าประมาณนี้ทำให้เรานึกภาพได้ว่า มีช้างแมมมอธแช่แข็งจำนวนมากมายสักเท่าใด ที่ฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง นับเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเน้นไว้ตรงนี้ว่า งาช้างที่แกะสลัก สามารถใช้ได้จากงาช้างที่เพิ่งตายใหม่ ๆ หรือที่เย็นแข็งเท่านั้น งาที่โผล่ออกมาและแห้งไม่มีราคาค่างวดอย่างใดเลย ช้างแมมมอธนับหมื่น ๆ ตัวถูกขุดพบในพื้นที่ทางเหนือของอเมริกาและเอเชีย ศาสตราจารย์แฟรงค์ ซี. ฮิบบอน ประมาณว่า เฉพาะในอเมริกาเหนือ สัตว์ต้องตายลงเมื่อใกล้ถึงยุคน้ำแข็งจำนวน 40 ล้านตัว เขาเขียนไว้ว่า “ความตายนี้คือ ภัยพิบัติ และเป็นภัยพิบัติทั้งหมดที่มีอยู่นั้น”


หุ่นจำลองช้างแมมมอธ

                การทดสอบด้วยคาร์บอน -14 ทำให้ทราบว่า ร่องรอยมนุษย์ในทวีปอเมริกาได้หายไปอย่างไม่มีใครคาดคิด เมื่อประมาณ 10,400 ปีก่อน สิ่งที่กวาดมนุษย์ไปจากทวีปอเมริกาเหนือก็คือ น้ำท่วมโลกในตำนานใช่หรือไม่?

                จากการคาดคะเนพบว่า จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน มีมนุษย์ในอเมริกาเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็มีประชากรอยู่ในแอฟริกา 26 ล้านคน ในยุโรป 30 ล้านคน และในเอเชีย 133 ล้านคน ค่าเหล่านี้แสดงว่าลุ่มน้ำแอตแลนติก อันหมายถึงอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา ต่างมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรในเอเชีย ความห่างไกลจากพื้นที่ ความหายนะทางธรณีวิทยา สามารถเป็นตัวแทนตัวเลขจำนวนมากของประชาการเอเชียในสมัยโบราณได้

 ปริศนาแห่งบาสค์
                ชาวบาสค์มีตำนานเรื่องน้ำท่วมใหญ่ โดยเกิดไฟไหม้และน้ำท่วมในคราวสงคราม บรรพบุรุษของชาวบาสค์ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ และรอดชีวิตมาได้

                ชาวบาสค์พูดภาษาที่มีความใกล้เคียงกันกับภาษาถิ่น อเมริกันอินเดียนอย่างยากที่จะอธิบายได้ มิชชันนารีชาวบาสค์ได้เทศนาชาวอินเดียนในเปเตนกัวเตมาลาด้วยภาษาของตน และผู้คนก็เข้าใจ

                ชาวบาสค์เชื่อในเรื่องพญานาคเจ็ดเศียรที่ชื่อเอ เรนซูเก ในเรื่องปรัมปราโดยสอดคล้องกับชาวแอซเต็กที่บูชางู แม้ว่าจะอยู่คนละด้านของมหาสมุทรแอตแลนติกก็ตาม การนับตามแบบบาสค์โบราณนั้น นับจำนวนยี่สิบ ไม่ใช่จำนวนสิบ ซึ่งสอดคล้องกับการนับในอเมริกากลาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวฝรั่งเศสได้รับมรดกการนับ Quatre-Vingts (สี่เท่าของ 20 หรือ 80) มาจากชาวบาสค์แน่นอน

                ในทำนองเดียวกัน ชาวบาสค์ก็เล่นลูกบอลชื่อ ไจ อะไล โดยผูกตะกร้าหวายติดกับแขน ซึ่งคล้ายคลึงกับการเล่นของชาวมายา ที่เรียกว่า โพกอะโทก

                เมื่อเปรียบเทียบกับชาวยุโรปอื่น ๆ แล้ว ชาวบาสค์มีความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของกลุ่มเลือดร่วมกัน พวกเขามีความถี่ของกลุ่มเลือด “โอ” สูง และมีความถี่ของกลุ่มเลือด “เอ” ต่ำ และความถี่ของกลุ่มเลือด “บี” ต่ำที่สุด เมื่อพิจารณากลุ่มเลือด “อาร์เอช” ชาวบาสค์แสดงความถี่ของกลุ่มอาร์เอช “ลบ” มากที่สุดในโลก เว้นแต่ชาวเบอเบอร์บางเผ่า ทั้งหมดนี้แสดงว่าชาวบาสค์มีความแตกต่างจากชาวฝรั่งเศสหรือสเปนนั่นเอง

                เชื่อกันว่าชาวบาสค์แห่งไปเรนีสมีความสัมพันธ์กับ มนุษย์โครมันยองผู้เคยอาศัยในดินแดนของฝรั่งเศสและสเปน เมื่อปลายยุคน้ำแข็ง พวกเขาไม่เหมือนกับชาวพื้นเมืองของประเทศดังกล่าว ทั้งยังต่างเผ่าพันธุ์กับชาวตะวันออกด้วย ในการเขียนเกี่ยวกับชาวบาสค์ในเรื่อง ประวัติศาสตร์สเปน (History of Spain) ราฟาเอล อัลตามิรา สรุปว่า “พวกเขาอาจจะเป็นผู้ รอดชีวิตจากเผ่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อาศัยอยู่ในถ้าไบเรนีส และทิ้งหลักฐานมากมายเกี่ยกับความสามารถทางศิลปะและทักษะเชิงช่าง”

                ชาวบาสค์เป็นชาวยุโรปตะวันตกพวกเดียวที่ไม่ล่า สัตว์ และรักษาการเต้นรำของชนเผ่าดั้งเดิมไว้ พวกเขายังคงเชื่อในความอมตะของร่างที่ไม่ได้ฝัง อันเป็นความเชื่อร่วมกันกับชาวอินคาและอียิปต์โบราณ และธรรมเนียมการโพกศีรษะมีอยู่ในหมู่ชาวบาสค์และอินเดียนในอเมริกากลาง

                มนุษย์โครมันยองมีความสูงหกฟุต มีสมองใหญ่กว่ามนุษย์ปัจจุบันนี้ และน่าแปลกใจที่พบลักษณะเช่นนี้ในมนุษย์ผู้อาศัยอยู่ในถ้ำ หน้าผากที่เรียบและกว้าง และกระดูกแก้มที่โหนกนูน ทำให้พวกเขาคล้ายกับพวกกรันเชสในหมู่เกาะคานารี ซึ่งคาดกันว่าน่าคงจะเป็นอนุชนของชาวแอตแลนติส มนุษย์โครมันยองเป็นศิลปินผู้สามารถ แต่เครื่องมือต่าง ๆ และอาวุธกลับเป็นหิน การไม่มีวัสดุที่เหมาะสมกับที่เคยใช้ในบ้านเดิม พวกเขาจึงใช้หินและตกแต่งใช้ตามรูปแบบที่ได้จากวัฒนธรรมแม่แบบของตน

                การเขียนภาพบนศิลา การแกะและสลักของมนุษย์โครมันยองในยุคแมกดาลีน คือเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน จัดเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมในประวัติศาสตร์ศิลปะ หากวัฒนธรรมของพวกเขามิได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษก็คงยากจะได้เห็นมนุษย์เหล่า นี้พัฒนาความสามารถทางศิลปะ ซึ่งนับว่าเป็นเลิศเหนือกว่าชาวชูเบอร์ หรืออียิปต์โบราณ ในแง่ของความเหมือนและการให้ความรู้สึก

                อัสซิเลียน ซึ่งเป็นมนุษย์เผ่าก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศสเปน ถูกฝังหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทั้งสิ้น ชนเผ่านี้มีความสามารถเป็นเยี่ยม การจับปลาและการเดินเรือ พวกเขาแล่นเรือมาจากดินแดนทางตะวันตกใช่ไหม?  

ศัมภาลาตอนเหนือ
                หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้ในทศวรรษที่ยี่สิบ ได้ลงบทความของด็อกเตอร์เล่าจินเกี่ยวกับการเดินทางของตนไปยังเมืองในฝันใน เอเชียกลาง จากการบอกเล่าอย่างน่าฟัง เรื่อง เส้นขอบฟ้าที่สาบสูญ ของเจมส์ ฮิลตัน ศัลยแพทย์ได้พรรณนาถึงการเดินทางที่อันตราย โดยใช้เกวียนไปกับโยคีชาวเนปาล ถึงที่ราบสูงแห่งทิเบต ในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเทือกเขาที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยว นักผจญภัยทั้งสองได้พบหุบเขาที่เร้นลับ มีสายลมทางเหนือที่พัดอย่างรุนแรงคอยขวางกั้น และสดชื่นรื่นรมย์กับสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าภูมิภาคโดยรอบ นายแพทย์เล่าจินกล่าวถึงหอคอยศัมภาลาและห้องทดลองที่น่าสงสัย ผู้เยี่ยมเยือนทั้งสองได้เห็นการบรรลุผลสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของผู้ พำนักในหุบเขานั้น พวกเขายังเฝ้าดูความสามารถอันเลอเลิศในการถ่ายทอดกระแสจิตที่กระทำขึ้นใน ระยะห่างไกลกันมาก นายแพทย์ชาวจีนท่านนี้ยังจะมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับการพักอยู่บนหุบ เขานั้น หากมิได้สัญญากับผู้คนที่นั่นว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องทั้งหมดนั้น

                จากเรื่องเล่าของผู้คนทางตะวันออกของศัมภาลาตอน เหนือ ซึ่งปัจจุบันพบแต่ทรายและทะเลสาบน้ำเค็มเท่านั้น กล่าวว่าครั้งหนึ่งยังมีทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลในเอเชียกลาง ทะเลแห่งนี้มีเกาะแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันไม่มีสิ่งใดคงอยู่เลย เว้นแต่ภูเขาในยุคอันไกลโพ้นย้อนหลังไปนั้น มีเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่บังเกิดขึ้น “ด้วยเสียงแผดคำรามร้องอย่างทรงพลัง จากลมที่พัดลงมาจากความสูง สุดจะคะเนได้ รายรอบด้วยไฟสว่างเจิดจ้า วาบวาวไปทั่วท้องฟ้า โชติช่วงทั่วอากาศ เห็นราชรถของโอรสแห่งไฟ เจ้าแห่งเพลิงจากวีนัส สรรพสิ่งทั้งปวงนี้ปรากฏคละเคล้าอยู่เหนือเกาะสีขาวที่นอนยิ้มอยู่ในอ้อมกอด แห่งทะเลโกบี”


กษัตริย์แห่งศัมภาลา

                เมื่อเราได้ยินภูมิหลังของการถกเถียงในทุกวันนี้ เรื่องยานจากนอกโลกมาชนที่ทังกัสกา ในไซบีเรีย เราอย่าได้ขบขันกันเรื่องเล่าของอินเดียนี้เลย

                ในเรื่องพื้นบ้านและบทเพลงของทิเบตและมองโกเลีย กล่าวว่า ศัมภาลาถูกยกขึ้นสูงยังจุดที่คาดว่าเป็นรูปของความจริงสูงสุด ในช่วงการเดินทางสู่เอเชียกลาง นิโคลัส เรอริชได้ผ่านเสาหลักแดนสีขาวที่ถือเป็นด่านแห่งหนึ่งในสามแห่งของศัมภาลา และเพื่อจะแสดงว่าพระลามะทั้งหลายเชื่อมั่นในเรื่องศัมภาลา เราจึงขอยกอ้างคำพูดของพระทิเบตรูปหนึ่งที่บอกเรอริชว่า “ชาว ศัมภาลาบางครั้งโผล่ขึ้นมาสู่โลก พวกเขาพบกับผู้ร่วมงานของศัมภาลาบนโลก และพวกเขามอบของกำนัลล้ำค่าให้ อันเป็นของที่ระลึกอันน่าพิศวงเพื่อแสดงถึงความเป็นมนุษย์ ”

                หลังจากพิจารณาเรื่องเล่าทางพุทธศาสนาในทิเบตแล้ว โซมา เด โกโรส ค.ศ.1784 – 4842 ระบุว่าศัมภาลาอยู่ไกลจากแม่น้ำไซร์ดาเรีย ระหว่างละติจูด 45 – 50 องศาเหนือ นับเป็นเรื่องจริงที่น่าสนใจมาก ที่แผนที่สมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด (พิมพ์ในเมืองอันท์แวป ประเทศเบลเยียม) ได้แสดงถึงประเทศศัมภาลาด้วย

                นักเดินทางชาวคริสต์สมัยต้นที่เดินทางในเอเชียกลาง เช่นหลวงพ่อสตีเฟน คาเซลลา ได้บันทึกการมีอยู่ของอาณาจักรที่ไม่มีใครรู้จัก เรียกว่า “เซมพาลา”

                นายพัน เอ็น.เอ็ม. ปริวัลสกี้ และ ด็อกเตอร์เอ.เอช. แฟรงค์ ได้ระบุถึงศัมภาลาไว้ในงานของตน งานแปลคัมภีร์ทิเบตโบราณ โดย ศาสตราจารย์ กรีนเวเดล เรื่อง เส้นทางสู่ศัมภาลา เป็น เอกาสารที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จุดชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นมีความคลุมเครือโดยจงใจ นับว่าไม่มีประโยชน์แก่ใครเลย ถ้าไม่คุ้นเคยอย่างทะลุปรุโปร่งกับชื่อโบราณและชื่อสมัยใหม่ของสถานที่และ อารามต่าง ๆ เหล่านั้น การบ่งบอกทางภูมิศาสตร์อาจจะมีความสับสนจากเหตุผลสองประการ นั่นคือผู้ที่รู้จักอาณานิคมนั้นจริง ๆ จะไม่เปิดเผยบริเวณที่ปรากฏจริง เพื่อมิให้ไปรบกวนงานของผู้พิทักษ์ดังกล่าว อีกกรณีหนึ่งเป็นการอ้างอิงแหล่งพำนักเหล่านี้กับเรื่องพื้นบ้านและวรรณคดี ของตะวันออกซึ่งในบางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นการขัดแย้ง เพราะกล่าวถึงชุมชนต่าง ๆ ในตำแหน่งอันหลากหลาย

                หลังจากได้ศึกษาเรื่องนี้อยู่หลายปี ผู้เขียนได้เขียนบทนี้ในเทือกเขาหิมาลัยและสำหรับผู้เขียนแล้ว ชื่อ ศัมภาลา นั้นครอบคลุมเกาะสีขาวในโกบี หุบเขาเร้นลับและอุโมงค์ใต้ภูเขาในเอเชียและที่อื่น ๆ และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย

                เล่าจื้อ (ศตวรรษที่หกก่อนคริสตกาล) ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า ได้เดินทางแสวงหาที่พำนักของ ซีหวังมู เทวี แห่งทิศตะวันตก และท้ายสุดก็ได้พบเรื่องเล่าของเต๋ายืนยันว่า เทวีองค์นี้เป็นมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน หลังจากกลายเป็นเทพ นางก็คอยพิทักษ์เทือกเขาคุนลุน พระจีนยืนยันว่ามีหุบเขาอันสวยสดงดงานยิ่งในเทือกเขานั้น ที่นักเดินทางทั่วไปไม่อาจจะไปถึง หากไม่มีคนนำทาง หุบเขาดังกล่าวเป็นที่อยู่ของซีหวังมู ผู้เป็นประธานการประชุมของเทพเจ้า เทพเหล่านี้อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดในโลกก็ได้

                จากความสัมพันธ์นี้ พบว่าการมองเห็นยานประหลาดเหนือคาราโครัม (ซึ่งเป็นปลายสุดของเทือกเขาคุนลุ้น) จากการสำรวจของเรอริชนั้นเป็นเรื่องแปลกมาก จานประหลาดดังกล่าวอาจจะมาจากสนามบินของเทพเจ้าก็ได้

                จากสิ่งที่กล่าวอยู่ในขณะนี้ คงจะเห็นได้ชัดเจนถึงความยากที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อาศัยในชุมชนลึก ลับนั้น แต่การพบเช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าในรายงาน การไม่ปรากฏในรายงานนั้น เป็นเพราะผู้พบเห็นได้รับคำสาบานว่า จะไม่เปิดเผยถึงความลับเรื่องชุมชนโบราณ ด้วยเหตุผลที่เหมาะสม “มหาตมะ” เหล่านั้นไม่ต้องการจะถูกรบกวนจากผู้แสวงหาที่อยากรู้อยากเห็น หรือจากบรรดานักล่าสมบัติ เพราะพวกเขาเป็นผู้พิทักษ์แห่งศาสตร์โบราณ และเป็นผู้รักษาสมบัติแห่งยุคสมัย

                คงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่จะยกอ้างจดหมายฉบับหนึ่ง ของมหาตมะเองที่กล่าวถึงขอบเขตของกิจกรรมการทำงานของตน “เพราะผู้คนหลายชั่วอายุนับไม่ถ้วน มีความชำนาญในการสร้างโบสถ์วิหารด้วยศิลาที่ไม่ผุกร่อน หอคอยยักษ์แห่งความคิดชั่วนิรันดร์ที่มียักษ์อาศัยอยู่ภายใน และหากมีความจำเป็นก็จะพำนักแต่ผู้เดียว เพียงแต่ปรากฏออกมาเมื่อปลายวัฏจักรเวลาเท่านั้น เพื่อเชิญผู้รับเลือกไปร่วมทำงานกับตน และช่วยมนุษย์ผู้ล้ำลึกและรู้แจ้งเป็นการตอบแทน” งานนี้ มหาตมะกูต ฮูมี เขียนไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1881

                จุดกำเนิดของชุมชนที่ไม่รู้จักเหล่านี้ได้สาบสูญไป ในเวลาชั่วคืนเดียว เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ยิ่งกว่าเรื่องที่บรรพบุรุษของเราในวิวัฒนาการ สั่งผู้คนจากแอตแลนติสให้เพิกถอนจากกฎอันดีงาม

                การบรรลุผลสำเร็จทางจิตใจและวัตถุตามแบบฉบับของแอ ตแลนติสอันยิ่งใหญ่ อาจจะยังคงมีอยู่ในอาณานิคมอันลึกลับนี้ แม้ว่ามิได้มีตัวแทนอยู่ในองค์การสหประชาชาติ แต่สาธารณรัฐขาดเล็กนี้ก็อาจจะเป็นรัฐถาวรเพียงแห่งเดียวในโลกราหูนี้ และเป็นแหล่งพิทักษ์ความรู้วิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่พอ ๆ กับหินผาก็ได้ ผู้สงสัยจะระลึกไว้ในใจว่า ข่าวสารจากมหาตมะนั้นยังคงเก็บรักษาอยู่ในที่เก็บเอกสารสำคัญของรัฐในประเทศ ไหนสักแห่งหนึ่ง

                ในเรื่องพื้นบ้านของรัสเซีย มีนิทานปรัมปราเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนครใต้ดินชื่อ คิเจช มีการปกครองอย่างเป็นธรรม สาวกเก่าแก่เมื่อถูกข่มเหงจากรัฐบาลแห่งซาร์ ก็แสวงหาดินแดนในฝัน “จะไปหาที่ไหน ?” คนหนึ่งถาม “ตามเส้นทางแห่งบาตู” บาตูข่านวัยชรา นักรบแห่งทาร์ทาร์ตอบ เขามาจากมองโกเลีย เดินทางไปทางตะวันตก ทิศทางนั้นหมายถึงดินแดนในฝันที่บังเกิดขึ้นในเอเชียกลาง

                ตำนานอีกเรื่องหนึ่ง ชี้ถึงทะเลสาบเวลต์โลยาร์ในรัสเซีย แต่ไม่มีพื้นฐานรอรับ เพราะเคยมีการสำรวจใต้ท้องทะเลสาบนั้นแต่ไม่พบสิ่งใดเลย ดูเหมือนว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับคิเจชนั้น ควรจะอยู่บริเวณเดียวกับศัมภาลาตอนเหนือ เรื่องทำนองเดียวกันนี้ยังมีอีกในกรณีของเบโลวอดยี

                ในวารสารของสมาคมภูมิศาสตร์รัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1903 มีบทความหนึ่งของโคโรเลนโก ชื่อ “การเดินทางของอูรัล คอสแซคส์ เข้าสู่อาณาจักรเบโลวอดยี” ขณะเดียวกันสมาคมภูมิศาสตร์ไซบีเรียตะวันตกก็ตีพิมพ์เรื่องหนึ่งเมื่อปี ค.ศ.1916 เขียนโดย เบโลสลิอูดอฟ ชื่อบทความว่า “สู่ประวัติศาสตร์แห่งเบโลวอดยี”

                จากเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ของทั้งสองบทความนี้ นับเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยบทความนั้นกล่าวถึงเรื่องเล่าประหลาด ซึ่งขจรขจายไปในบรรดาสตาโรเวรี หรือสาวกเก่าแก่ในรัสเซีย กล่าวคือ สวรรค์บนโลกมีอยู่ในพื้นที่บางแห่งในเบโลวอดยี หรือ เบโลกอร์ยี อันเป็นดินแดนแห่งน้ำสีขาวและภูเขาสีขาว ตอนนี้ขอให้นึกถึงศัมภาลาตอนเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ในเกาะสีขาวเช่นกัน

                ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของอาณาจักรลี้ลับนี้ อาจจะคลุมเครือเล็กน้อยเมื่อปรากฏแก่สายตาในตอนแรก มีทะเลสาบน้ำเค็มมากมายในเอเชียกลาง บ้างก็แห้งและมีชั้นผิวขาวอยู่เต็ม ส่วนเทือกเขาชานชุง และคุนลุ้นก็มีหิมะปกคลุมอยู่ตอนบน

                เมืออยู่ที่เทือกเขาอัลไต นิโคลัส เรอริชได้ทราบว่ามีหุบเขาลีลับไกลโพ้นจากทะเลสาบกว้างใหญ่ และเทือกเขาสูง เขาทราบมาว่า คนส่วนมากพยายามจะไปให้ถึงเบโลวอดยี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม มีบางคนได้พบและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสั้น ๆ เมื่อศตวรรษที่สิบเก้า มีชายสองคนได้ไปถึงดินแดนในฝันนี้ และพักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง เมื่อพวกเขากลับมาก็ได้พรรณนาถึงความน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับอาณานิคม ที่สาบสูญดังกล่าว แต่ “ในบรรดาความน่าอัศจรรย์อื่น ๆ พวกเขาไม่ยอมให้เรากล่าวถึง”

                เรื่องนี้มีหลายจุดที่คล้ายคลึงกับเรื่องของนายแพทย์เล่าจินที่เล่ามาก่อนนี้

                เรื่องที่ผู้คนในอาณานิคมลี้ลับเหล่านี้มีความ สำนึกทางวิทยาศาสตร์ อาจจะสรุปได้จากเรื่องของเรอริช เกี่ยวกับพระลามะผู้กลับจากหนึ่งในอาณานิคมเหล่านี้ไปยังอารามของตน พระรูปนี้พบกับชายสองคนที่นำแกะพันธุ์ดีเยี่ยมเดินทางตามเส้นทางใต้ดินแคบ ๆ สัตว์ตัวนี้เป็นที่ต้องการขยายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ในหุบเขาลับนั้น

                เอกสารของสำนักวาติกันได้เก็บรายงานหายากเรื่อง มิชชันนารีในศตวรรษที่สิบเก้า ที่ยืนยันว่าในคราววิกฤต จักรพรรดิแห่งจีนเคยส่งตัวแทนไปยัง “เทพเจ้าแห่งขุนเขา” เพื่อขอคำปรึกษา เอกสารเหล่านี้มิได้แสดงว่าม้าด่วนคนนั้นไปยังที่ใด แต่บอกเพียงว่าไปยังเทือกเขาชานตุง คุนลุ้น หรือหิมาลัย

                บันทึกเหล่านี้ของมิชชันนารีคาทอลิก (และงานของมองซินอีเยอร์ เดลาปลาซ เรื่อง บันทึกประจำปี การประกาศศรัทธา (Annales de la Propagation de la Foi) บ่งบอก ถึงความเชื่อของนักพรตชาวจีน ที่เชื่อในมนุษย์วิเศษผู้อาศัยอยู่ในส่วนเร้นลับยากจะเข้าถึงในประเทศจีน พงศาวดารนั้นพรรณนาถึง “ผู้พิทักษ์แห่งจีน” ว่า มีลักษณะทั่วไปคล้ายมนุษย์ แต่ทางสรีระต่างกัน  




ภูเขาศักดิ์สิทธิ และนครสาบสูญ
                ผู้คนมักถือกันว่าภูเขามากมายทั่วโลกนั้น เป็นที่พำนักของเทพเจ้า เรื่องนี้เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย อันเป็นที่ที่ผู้เขียนใช้เวลาเขียนหนังสือบทนี้ด้วย

                ชาวฮินดูเชื่อในลักษณะอันเกี่ยวพันกับเทพเจ้าของ ยอดเขานันทาเทวี ไกรลาส กันเจนชุงคา และยอดเขาสูงอื่น ๆ จำนวนมาก พวกเขาคิดว่าภูเขาเป็นที่อาศัยของเทพเจ้า และยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่เพียงแต่ยอดเขาเท่านั้นที่ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนภายในภูเขาก็นับเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

                พระศิวะนั้นกล่าวกันว่า ทรงมีที่ประทับบนภูเขาไกรลาส (กัง ริมโปเฉ) นอกจากนี้ยังทราบกันว่า พระศิวะเสด็จลงมายังยอดเขากันเจนชุงคา ขณะที่พระลักษมีเทวีเสด็จลงไปอีกทางหนึ่ง ปฏิเสธไม่ขึ้นสวรรค์จากยอดเขานั้น ในการวิเคราะห์เรื่องปรัมปราเหล่านี้ เขาจะได้เส้นทางจราจรในอวกาศ หรืออากาศสองเส้นทางที่เข้าไปสู่ยุคอดีตไกลโพ้น เมื่อเทพเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางมนุษย์ก็เป็นได้

                เมื่อมนุษยชาติผุดขึ้นจากสภาพด้อยความเจริญ เมื่อรุ่งอรุณแห่งอารยธรรมก็ปรากฏความเชื่อในเทพเจ้าผู้ให้คุณ และทรงอำนาจ ในบางตำแหน่งบนโลกนี้ และที่พำนักในสวรรค์ ถูกระบุว่าเป็นที่อยู่ของตัวตนในท้องฟ้าเหล่านั้น เชื่อกันว่าในภูเขาโอลิมปุสและพาร์นัสซุสของกรีกโบราณ เป็นบัลลังก์ของเทพเจ้าเหล่านี้

                จากเรื่องมหาภารตะ อสุระอาศัยอยู่ในท้องฟ้า ขณะที่เปาโลมะและกลกันชะอาศัยอยู่ในนครหิรันยปุระ หรือนครทองคำ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ในเวลาเดียวกัน อสุระก็มีที่พำนักอันโอฬารอยู่ใต้พิภพ นาคและครุฑอันเป็นสัตว์โลกที่เหาะได้ ก็มีที่พำนักใต้ดินเช่นกัน เรื่องปรัมปราเหล่านี้กล่าวถึงชานชาลาในอวกาศ การบินระหว่างดวงดาว และลานบินบนโลกใช่หรือไม่?

                ปุราณะต่าง ๆ ได้กล่าวถึงสนกดิกะ หรือมิติอวกาศโบราณ ตัวตนเหล่านี้ยังคงลึกลับ หากความเป็นไปได้ของการเดินทางในอวกาศในสมัยโบราณย้อนไปแสนไกลไม่เป็นที่ยอม รับ เนื่องจากการชี้ทางระหว่างกลุ่มดาวนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลย หากขาดวิชาดาราศาสตร์ ข้อความในสุริยสิทธันตะที่ว่า มายะผู้ปกครองอะตาลา (แอตแลน?) รับเอาดาราศาสตร์มาจากเทพพระอาทิตย์นั้นดุจเหมือนจะเป็นการบ่งบอกแหล่งความ รู้จากนอกโลก

                ไม่ว่าเทพเจ้านั้นจะเป็นชาวกรีก อียิปต์ หรือินเดีย แต่พวกเขาก็อยู่ในฐานะผู้ให้คุณแก่มนุษย์เสมอกัน แสดงความรู้อันเป็นประโยชน์แก่มนุษย์และเตือนมนุษย์เมื่อถึงยามวิกฤติ จารึกของอินเดียได้กล่าวถึงยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของโลก บ้างก็ระบุโดยเปรียบกับภูเขาไกรลาสในทิเบต บ้างก็ว่าสูง 84,000 โยชน์ หรือ 411,600 ไมล์จากพื้นโลก ภูเขาไกรลาสนั้นเป็นทางเข้าสู่อวกาศ ที่มีอยู่เป็นเวลานานก่อนภัยพิบัติครั้งสุดท้ายมาทำลายล้างแอตแลนติสใช่หรือ ไม่?


ภูเขาชัสตาในแคลิฟอร์เนียร์

                เรื่องเล่าถึงตัวตนวิเศษที่อาศัยบนภูเขาบางแห่ง นั้น ปรากฏกระจายไปกว้างไกล ในเรื่องปรัมปราของอเมริกันอินเดียนกล่าวว่า ภูเขา ชัสตา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปฅซิฟิกในแคลิฟอร์เนียร์นั้น เป็นสถานที่ปรากฏเด่นชัดมาก มีตำนานเรื่องหนึ่งเล่าเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมใหญ่ โดยเล่าถึงวีรบุรุษโบราณชื่อ โคโยเต เขา วิ่งไปยังยอดเขาชัสตา เพื่อเอาตัวรอด น้ำไล่ตามเขามา แต่ไม่ถึงยอดเขา โคโยเตได้ก่อไฟขึ้น ณ จุดที่ไม่มีน้ำขึ้นถึงเพียงจุดเดียว นั่นคือบนยอดสูงสุดของเทือกเขานั้น เมื่อน้ำลดลง โคโยเตได้นำไฟไปให้ผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วม และกลายเป็นวีรบุรุษแห่งวัฒนธรรมของตน

                ในบรรดาเรื่องปรัมปราเหล่านี้ เรายังได้ยินเรื่องสมัยโบราณ เมื่อหัวหน้าวิญญาณแห่งท้องฟ้าลงมายังภูเขาชัสตา พร้อมกับวงศ์วาน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผู้คนในโลก เดินทางไปยังที่พำนักของผู้คนในสวรรค์นั้นด้วย

                เรื่องภูเขาชัสตานั้นอาจจะอ้างถึงเหตุการณ์จริงใน อดีต นั่นคือน้ำท่วมใหญ่ การลงจอดลงนักบิน หรือนักบินอวกาศ และการสร้างที่หลบภัยใต้ติดภายในภูเขา นอกจากนี้อาณานิคมดังกล่าวอาจจะยังมีอยู่ และมีหลักฐานที่สนับสนุนการคาดคะเนเรื่องนี้ด้วย

                หลังจากสมัยตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย เมื่อกลางศตวรรษที่ผ่านมา นักสำรวจแร่ได้รายงานถึงแสงวาบเหนือภูเขาชัสตา ปรากฏการณ์ดังกล่าวบางครั้งเกิดขึ้นในสภาพอากาศปลอดโปร่ง แสดงว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสายฟ้า และไฟฟ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับแสงวาบดังกล่าว เพราะภูมิประเทศบริเวณนั้นไม่มีแหล่งที่จะให้กำเนิดไฟฟ้าได้ เมื่อไม่นานมานี้ มีรถบนถนนใกล้ภูเขาชัสตามักจะมีปัญหาการระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุ

                เมื่อไฟป่าได้ไหม้ลามไปบนภูเขาชัสตาเมื่อ ค.ศ.1931 ปรากฏว่ามีกบลึกลับเป็นตัวหยุดยั้งไฟป่านี้ เส้นเขตของไฟไหม้นี้ยังเห็นได้อีกหลายปี โดยลากผ่านเขตกลางของอเมริกา ปรากฏเป็นเส้นโค้งอย่างสมบูรณ์ เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งที่เขียนลงในลอสแอนเจลิสไทมส์ เมื่อ ค.ศ. 1932 ผู้เขียนคือ เอ็ดเวิร์ด แลนเซอร์ โดยประกาศว่าหลังจากสัมภาษณ์ผู้อาศัยในพื้นที่ภูเขาชัสตาแล้ว ก็ทราบว่ามีชุมชนประหลาดบริเวณภูเขานั้นซึ่งเป็นที่รู้จักมานานนับสิบ ๆ ปีแล้ว ผู้อาศัยในหมู่บ้านลี้ลับนั้นเป็นคนผิวขาว สูง ท่าทางภูมิฐาน ผมตัดสั้น และมีเส้นรอยบนหน้าผากเส้นหนึ่ง พวกเขาสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว พวกพ่อค้ากล่าวว่า บางโอกาสคนเหล่านี้จะมาที่ร้านของตน การจับจ่ายจะแทนกันด้วยก้อนทองคำ ซึ่งมีค่าเกินกว่าสินค้านั้น เมื่อมีคนเห็นในป่า ชาวชัสตานี้จะพยายามหลบ โดยการหนีไป หรือหายลับไปจากสายตาทันที วัวควายแปลกประหลาดของผู้อาศัยบนภูเขาชัคตานั้นปรากฏอยู่บนไหล่เขา สัตว์เหล่านั้นต่างไปจากสัตว์ใด ๆ ที่มีอยู่ในอเมริกา นอกจากนี้ยังมีการสังเกตเห็นอากาศยานคล้ายจรวดเหนือเขตภูเขาชัสตา ยานเหล่านั้นไม่มีปีก ไม่มีเสียง บางครั้งก็ดำดิ่งลงมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อเดินทางต่อไปในทะเล เสมือนเรือเดินสมุทรหรือเรือดำน้ำ

                ยังมีที่หลบภัยของชาวฟ้าในใจกลางภูเขาดังกล่าวตามตำนานของอินเดียนโบราณหรือ? พวกเขาอาศัยอากาศยานได้หนีจากน้ำท่วมบนโลกหรือ?

                ชุมชนลึกลับทำนองเดียวกันนี้ ดูเหมือนจะมีอยู่เม็กซิโกด้วย ในหนังสือเรื่อง ความลี้ลับแห่งอเมริกาใต้สมัยโบราณ (Mysteries of Ancient South America) แฮ โรลด์ ที. วิลกินส์ได้เขียนถึงคนที่ไม่มีใครรู้จักในเม็กซิโก ซึ่งเคยแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวอินเดียน คาดกันว่าคนเหล่านี้มาจากนครในป่าที่ลี้ลับ

                แอล. เทย์เลอร์ แฮนเซน เขียนไว้ในเรื่อง He walked the Americas กล่าวถึงชาวอเมริกันคู่หนึ่งที่ขับเครื่องบินส่วนตัวอยู่เหนือป่าในยูคาตัน เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากน้ำมันหมด เครื่องบินจึงตกลงมากระแทกพื้นเบื้องล่างในป่านั้น พวกเขาเดินไปพบนครมายาอันลึกลับที่พรางตาจากการสำรวจทางอวกาศ

                ชาวมายาอาศัยอยู่อย่างหรูหราโอ่อ่าแบบสมัยโบราณใน สถานที่อันโดเดี่ยว ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของตน และไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขามีกำเนิดมาจากแอตแลนติสอย่างแน่นอน ชาวอเมริกันทั้งสองสาบานจะไม่เปิดเผยที่ตั้งของนครดังกล่าว หลังจากอาศัยอยู่นานในยูคาตัน ชาวอเมริกันคู่นั้นก็กลับไปยังสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งเชื่อมันอย่างยิ่งในระดับความฉลาดและศีลธรรมของผู้คนลี้ลับของ เม็กซิโกนั้น

                ในเรื่อง เหตุการณ์ จากการเดินทางในอเมริกากลาง เชียปาส และยูคาตัน (Incidents of Travel in Central America, Chiapas and Yucatan) เจ.แอล. สตีเฟนส์ นักโบราณคดีชาวอเมริกันผู้ลือชื่อ ได้กล่าวถึงเรื่องของบาทหลวงชาวสเปน เมื่อ ค.ศ.1838 – 1839 เขามองจากคอร์ดิลเลรา เห็น “นคร ขนาดใหญ่ มีอาณาเขากว้างไพศาล และมีป้อมสีขาว ต้องแสงอาทิทย์วับวาว มีเรื่องเล่าว่า ไม่มีคนผิวขาวไปถึงนครนี้ได้ ประชากรที่นั่นพูดภาษามายา เขารู้ว่าคนแปลกถิ่นจะมาพิชิตดินแดนทั้งหมดของตน พวกเขาไม่มีเหรียญ ไม่มีม้า วัว ควาย ลา หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ”


จอห์น ลอยด์ สตีเฟนส์ (ค.ศ.1805 - 1852)

                ผู้ปกครองชาวสเปนบันทึกไว้ว่า เรื่องของแอซเต็ก เกี่ยวกับด่านเร้นลับในป่า ที่มีคลังสมบัติขนาดมหึมา ฐานลับเหล่านี้แทบจะถูกลืม เมื่อผู้บุกรุกเข้าไปตั้งมั่นในเม็ซิโก เวอร์ริลล์เขียนไว้ว่า “เนื่องจากไม่มีใครเคยค้นพบนครสาบสูญเหล่านี้สักแห่งเดียว จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาไม่เคยมีอยู่ในอดีต หรือไม่มีอยู่ในปัจจุบัน”

                ชาวดินเดียนเผ่าเคชัวในเปรูและโบลิเวีย ได้ชี้ถึงเครือข่ายโยงใยใต้ดิน ที่กว้างไกลในเทือกเขาแอนดิส เมื่อพิจารณาการบรรลุผลสำเร็จทางวิศวกรรมอย่างโดดเด่นของผู้ก่อสร้างที่ เชี่ยวชาญ สมัยก่อนอินคาแล้ว เรื่องนี้ก็อาจเป็นจริงได้

                นายพันพี.เอช. ฟอว์เซ็ตต์ ได้อุทิศตนเพื่อแสวงหานครสาบสูญที่เขาคิดว่าจะพิสูจน์ความจริงถึงนครแอตแลน ติส เขาประกาศว่าเห็นซากปรักหักพังของนครดังกล่าวในอเมริกาใต้

                ตำนานเรื่องนครสาบสูญ ภูเขาลึกลับ หุบเขาซ่อนเร้น และอุโมงค์ลับต่าง ๆ นั้น ควรจะมีการตรวจสอบ โดยปราศจากความลำเอียงใด ๆ อันจะนำไปสู่อาณานิคมของเผ่าพงศ์แอตแลนติสรุ่นหลัง หรือแม่เผ่าพงศ์รุ่นก่อนที่ยังคงมีอยู่     

 แอนดรูว์ โทมัส เขียน

Powered by MakeWebEasy.com